โค้ชสุขภาพ ปุ๊กกี้
ฟิต เฟิร์ม สุขภาพดีง่ายๆด้วย โภชนาการ 80% ออกกำลังกายที่บ้าน 20% โดย HerbalifeCoach
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
เทคนิคพิชิตหุ่นสวยแน่นอน - โค้ชสุขภาพออนไลน์ ปุ๊กกี้
ทุกๆคนอยากมีรูปร่างที่ดี สุขภาพที่แข็งแรง แต่ไม่รู้ต้องทำอย่างไร บทความนี้โค้ชปุ๊กกี้จะสรุปมาเป็นหัวข้อให้เข้าใจง่ายๆกันนะจ๊ะ
โภชนาการ
1) เลือกประเภทให้เป็น
- คาร์โบไฮเดรตที่ดี หรือเรียกว่าคาร์บเชิงซ้อน อยากให้จำง่ายๆว่า คือแป้งที่ไม่ผ่านขบวนการอุตสาหากรรม หรือผ่านน้อยที่สุด เช่น ข้าวกล้อง มันเทศนึ่ง/เผา ขนมปังโฮลวีล
- โปรตีน ควรได้โปรตีนจากหลายแหล่ง ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ควรหลีกเลี่ยงการทอด การปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม และพืชที่ให้โปรตีนสูง เช่นพืชตะกูลถั่วทั้งหลาย หรือนมควรเลือกแบบไขมันต่ำ
- ไขมันดี เช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันคาร์โนลา อะโวคาโด
- ไฟเบอร์ หรือใยอาหาร คือผัก ผลไม้ หลากสี สำหรับผู้ควบคุม/ลดน้ำหนักหลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานไว้ก่อนก็ดีนะจ๊ะ
2) ปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม ควรมีปริมาณของไฟเบอร์มากที่สุด ตามด้วย โปรตีน คาร์บและไขมัน และควรทานเพียงแค่พออิ่ม ไม่ใช่ทานจนแน่นท้องนะคร้า
3) แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ 5-6 มื้อ เพื่อรักษาระดับการเผาผลาญของร่างกาย
4) งดอาหารบางประเภท เช่นอาหารรสเค็ม หวาน อาหารทอด ขนมทานเล่น Jung Food น้ำอัดลม น้ำตาล เค้กเป็นต้น
5) การจัดมื้อโกงตามใจปาก สัปดาห์ละ 1 มื้อ เพื่อให้กระตุ้นระบบเผาผลาญ ป้องกันร่างกายลดระบบการเผาผลาญซึ่งนำสู่การเกิดโยโย่ได้
6) ดื่มน้ำเปล่าสะอาด วันละ 3 ลิตร โดยแบ่งดื่มตลอดทั้งวันนะจ๊ะ เพื่อให้ร่างการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกายได้ดีขึ้น
การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดี และควบคุมน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150-180 นาที โดยแต่ละครั้งควรออกกำลังกาย 30-60นาทีนะจ๊ะ
การพักผ่อน
ควรนอนหลับพักผ่อนต่อเนื่อง ในห้องที่มืดสนิท วันละ 6-8 ชั่วโมง
โค้ชสุขภาพ ปุ๊กกี้
วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559
วิ่งลดเสี่ยงโรค - โค้ชสุขภาพออนไลน์ ปุ๊กกี้
การวิ่ง เป็นอีกหนึ่งกีฬายอดฮิตที่เหล่าคนรักสุขภาพเลือกปฏิบัติกัน เนื่องจากมีประสิทธิภาพและสามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ โดยประโยชน์ของการวิ่งนั้น นอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ช่วยให้สุขภาพดี ลดเสี่ยงสารพัดโรคอีกด้วย
โดย Duck-Chul D.C Lee หัวหน้าทีมวิจัยและผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว มหาวิทยาลัยไอโอวา ได้เก็บสถิติของผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 18-100 ปี จำนวน 55,137 คน โดยใช้เวลาวิจัยนานกว่า 15 ปี เพื่อเปรียบเทียบสุขภาพโดยรวมของคนที่วิ่งและไม่ค่อยได้วิ่งออกกำลังกาย ซึ่งผลวิจัยพบว่า คนชอบวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำจะมีอัตราป่วยด้วยโรคเรื้อรังอันตราย (โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ) น้อยลง 30% และมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นถึง 3 ปี เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย นอกจากนี้ หากวิ่งออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 5-10 นาที เป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากถึง 58%
วันนี้เราจึงมี ประโยชน์จากการวิ่ง มานำเสนอ เพื่อให้คนที่อยากมีสุขภาพดีไปนำไปปฏิบัติตามกัน
1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
การวิ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสูบฉีดเลือด ช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ รวมทั้งช่วยขยายปอด เพิ่มออกซิเจนในเลือด ส่งผลให้หายใจโล่งสบายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบหลอดเลือดหัวใจทำงานอย่างคล่องตัว ลดการติดขัดของหลอดเลือด อันเป็นปัจจัยต้นๆ ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
2. ช่วยลดความดันโลหิต
การวิ่งเป็นคาร์ดิโอ ที่เน้นกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งผลการศึกษาจากสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า ประโยชน์ของการวิ่งวันละ 5 นาทีเป็นประจำ สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และโรคเบาหวานได้ด้วย
3. ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์
การออกกำลังกายด้วยการวิ่งจะช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ การสูบฉีดเลือด และจะเปิดโอกาสให้เรามีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้นด้วย ดังที่ผลการศึกษาในนิตยสาร Frontiers in Aging Neuroscience เผยว่า การออกกำลังกายให้ใจเต้นเร็ว เช่น การวิ่งออกกำลังกาย จะช่วยให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนในสมองได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ส่งผลดีต่อสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นสมองที่ทำหน้าที่เรียนรู้และจดจำ ทำให้ลดความเสี่ยงการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้
4. เพิ่มอารมณ์ดี
การวิ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้นักวิ่งรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย หายจากความตึงเครียดและอารมณ์ดีขึ้นได้นั่นเอง
5. นอนหลับสนิท
สาเหตุของการนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิทนั้นมาจากหลายสาเหตุทั้งระบบร่างกาย สภาพจิตใจ ซึ่งการวิ่งจะช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายรวมถึงฮอร์โมนทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เมื่อร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีมากมากกว่าที่เคย
ที่มา : สสส
SuperFitTeam
https://www.facebook.com/HealthCoachPukkie/


กินเจอย่างไร ไม่อ้วน สุขภาพดี - โค้ชสุขภาพออนไลน์ ปุ๊กกี้
กินเจอย่างไรให้ ไม่อ้วน ได้สารอาหารครบ
โค้ชมีข้อมูลดีๆ มาบอกให้ฟังว่า การกินเจถือเป็นเรื่องดี ที่คนหันมากินผักมากกว่า แต่การกินเจใช่เพียงจะมองแต่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แต่ควรมองเรื่องของการถือศีลควบคู่เป็นสำคัญ ส่วนวิธีการกินเจให้ถูกวิธี มีหลักง่ายๆ 8 ข้อ คือ
1.ต้องมั่นใจว่ารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะหมู่โปรตีน ซึ่งโปรตีนที่จะมาทดแทนเนื้อสัตว์คือ โปรตีนที่ได้จากถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งปัจจุบันนี้มีการผลิตออกมาในรูปแบบของเต้าหู้แผ่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ทอด ขณะที่วิทยาศาสตร์ด้านอาหารก้าวไกลไปมาก จึงทำให้เกิดโปรตีนเกษตรที่ปัจจุบันนี้ก็มีผู้นิยมบริโภคจำนวนมากเช่นกัน แต่จากที่ตนได้ลงสำรวจในตลาดพบว่า ปัจจุบันนี้มีการทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ แต่ไม่ได้ทำมาจากโปรตีนเกษตร โดยทำมาจากแป้ง ซึ่งก็อาจส่งผลให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้ทานมากไปอาจอ้วนได้
2.ความสะอาด ส่วนมากผู้ทานเจในปัจจุบันจะมักนิยมไปซื้ออาหารเจตามร้านค้า ไม่ค่อยปรุงอาหารเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อเรื่องของความสะอาด ดังนั้นผู้ปรุงอาหารเจขายควรคำนึงเรื่องของความสะอาดให้มาก โดยเฉพาะการทำความสะอาดผักที่นำมาประกอบอาหาร การเลือกดูเครื่องปรุงรส ไม่ว่าจะเป็นซอส ซีอิ๊ว ต้องดูวันหมดอายุ และผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นต้น
แนะวิธีล้างผักง่ายๆ นำผักสดที่ซื้อมาใส่ภาชนะ เติมเกลือประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ 2-5 นาที แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าอีก 1 รอบ ก็จะช่วยล้างสารพิษออกจากผักได้ในระดับหนึ่ง ประมาณ 30-70%
3.หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ในที่นี้หมายถึงรสมันจัดกับเค็มจัด เพราะอาหารเจมักจะปรุงด้วยวิธีการผัด-ทอดในน้ำมัน หากเป็นไปได้ควรหันมาบริโภคอาหารประเภทต้ม ย่าง อบ ยำ เช่น ยำมะเขือยาว แกงจืดเต้าหู้ ฯลฯ แทน
ส่วนรสเค็มจัดนั้น ต้องอย่าลืมว่าการปรุงอาหารก็จะใช้ซอส ซีอิ๊ว เกลือแทนน้ำปลา ซึ่งเครื่องปรุงเหล่านี้มีปริมาณของโซเดียมสูง ซึ่งจะส่งผลให้ไตทำงานหนักและบวมน้ำ
ปกติคนเราจะบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 mg./วัน
4.ควรเลือกทานผัก-ผลไม้สด มากกว่าผักดอง เพราะผักสดมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผักดอง
5.อาหารเจประเภทที่ปรุงด้วยวิธีการเคี่ยวนานๆ อาจทำให้คุณค่าของสารอาหารสูญเสียไป เช่น ต้มจับฉ่าย ที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน ในส่วนนี้ต้องระวังเรื่องของคุณค่าอาหารจะหายไป รวมถึงความสะอาดของผัก เพราะหากไม่ล้างให้สะอาดแล้วนำมาปรุง ก็เท่ากับสารพิษก็จะตกค้างอยู่ในหม้อ
6.ทานเจให้ได้ไอโอดีนอย่างเพียงพอ เพราะการทานเจไม่ได้รับประทานอาหารทะเล ดังนั้นการรับประทานอาหารเจก็ควรเติมเกลือไอโอดีนใส่ในการปรุงรสด้วยก็จะช่วยทดแทนได้
7.ควรบริโภคข้าวกล้องมากกว่าข้าวขาว เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนมากกว่าข้าวขาว
8.งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม แล้วหันมาดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์แทน
8 ข้อหลักนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ผู้บริโภคจะเลือกไปปฏิบัติ แล้วรู้หรือไม่ว่าการกินเจจะมีประโยชน์กับระบบของร่างกายอย่างไร? ศูนย์สารนิเทศทางอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุประโยชน์ของการกินเจไว้ว่า
- ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกให้หมด ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผักสดผลไม้ช่วยให้การขับถ่าย และการย่อยเป็นปกติ
ข้อมูล นายสง่า ดามาพงษ์
ผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
SuperFitTeam
https://www.facebook.com/HealthCoachPukkie/


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559
ท่าออกกำลังกาย สำหรับผู้มีน้ำหนักตัวมาก - โค้ชสุขภาพออนไลน์ ปุ๊กกี้
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559
การดูแลดวงตา - โค้ชสุขภาพ ออนไลน์ ปุ๊กกี้
“สายตาดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้าวันนี้ คุณไม่กินอาหารสุขภาพ แถมยังใช้งานดวงตาหนักเกินความจำเป็น แน่นอนว่า อีกไม่นาน คงมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาเป็นแน่
เพื่อให้ดวงตาของคุณผู้อ่านสดใส แข็งแรง ชีวจิต จึงรวบรวมสุดยอดผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยบำรุงสายตามาฝากกัน
1.บิลเบอร์รี อุดมแอนโทไซยาโนไซด์
หนังสือ เพิ่มพลังประสาทสัมผัส บริษัท รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำว่า บิลเบอร์รีหรือที่เรียกว่า บูลเบอร์รี่ยุโรป อุดมด้วยเม็ดสีสีน้ำเงิน-แดงหรือ แอนโทไซยาโนไซด์ (Anthocyanoside) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมความแข็งแรงให้หลอดเลือดฝอย กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่จอประสาทตา ทำให้มองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคต้อกระจกด้วย
2.แครอตอุดมวิตามินเอ
กินแครอตช่วยบำรุงสายตาและทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้นได้ เนื่องจาก จอประสาทตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงชนิดแท่งซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นในที่มืด โดยเซลล์ชนิดแท่งนี้มีวิตามินเอเป็นส่วนประกอบ ดังนั้น การกินแครอตซึ่งมีวิตามินเอหรือสารแคโรทีนอยด์ซึ่งลำไส้สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้จึงเป็นประโยชน์ต่อสายตามาก
3.อะโวคาโดอุดมวิตามินอี
วิตามินอีช่วยป้องกันปฏิกิริยาการสลายตัวของกรดไขมันที่อยู่รอบๆเลนส์ตา คนที่มีระดับวิตามินอีในเลือดสูง อาจลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และหากในกระแสเลือดมีโทโคฟีรอล(สารประกอบวิตามินอี) อยู่มากจะช่วยลดการเสื่อมของศูนย์จอตาในระยะแรกได้ โดย วิตามินอี พบมากใน อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง น้ำมันมะกอก
4.ปวยเล้งอุดมลูทีนและซีแซนทิน
ลูทีนและซีแซนทินเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในดวงตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดด และกรองแสงสีน้ำเงินที่เป็นตัวการทำลายดวงตา ดังนั้นร่างกายจำเป็นต้องรับสารลูทีนและซีแซนทินจากอาหารซึ่งพบมากใน ปวยเล้ง ผักบุ้ง ผักกาดเขียว ผักโขม
5.น้ำมันตับปลาอุดมวิตามินดี
วิตามินดี ช่วยในการรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ พบมากใน น้ำมันตับปลา ปลาซาร์ดีน ปลาเฮริง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า นมและผลิตภัณฑ์จากนม
กินผักผลไม้บำรุงสายตาแล้ว หมั่นออกกำลังกายโดยเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นที่มีแสงแดดอ่อน ก็จะช่วยให้ดวงตาและอวัยวะทุกส่วนแข็งแรงยิ่งขึ้นค่ะ
DID YOU KNOW ?
วิธีแก้อาการดวงตาล้า
หากรู้สึกปวด หรือมีอาการเมื่อยล้าดวงตา แนะนำว่าการใช้น้ำอุ่นและน้ำเย็นชโลมดวงตาเช่นเดียวกับการล้างหน้า จะช่วยรักษาความเป็นกรดและด่างของดวงตา และปรับสมดุลของระบบไหลเวียนเลือดในดวงตาได้ ทั้งนี้เพราะอุณหภูมิน้ำที่แตกต่างกันจะทำให้การไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอยเป็นไปอย่างสะดวกขึ้น โดยการ
ชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่นประมาณ 10 วินาที จากนั้นให้เปลี่ยนเป็นน้ำเย็น หรือ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็นประคบดวงตาแทนได้
โค้ชสุขภาพ ปุ๊กกี้
#SuperFitTeam
https://www.facebook.com/HealthCoachPukkie/


วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559
ผิวสวยใสจากภายใน - โค้ชสุขภาพ ออนไลน์ ปุ๊กกี้
สาวๆที่อยากมีผิวสวย ใส สุขภาพดีแบบยั่งยืน แนะนำว่าควรเริ่มต้นบำรุงจากภายในด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ที่ไม่ยากนัก
1.ผลัดเซลล์ผิวสม่ำเสมอ
ด้วยฝุ่นควัน มลภาวะที่ต้องเจอในแต่ละวัน แนะนำให้ผลัดเซลล์ผิวทุกสัปดาห์หลังการล้างหน้า ด้วยการสครับเนื้อบางเบา โดยแนะนำให้ถูวนไปมาทั่วทั้งหน้าอย่างเบามือเพื่อเป็นการผลัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป
2.ล้างหน้าให้สะอาด
ควรใส่ใจกับขั้นตอนการล้างหน้าเป็นพิเศษ เพราะถ้าหากล้างหน้าไม่สะอาด สิ่งสกปรกที่เจอมาตลอดทั้งวันอาจจะตกค้างและอุดตันทำให้เกิดสิวได้ง่าย การล้างหน้าให้สะอาดแนะนำว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว และไม่ถูใบหน้าแรงๆ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้หน้าสะอาดมากไปกว่าเดิมแล้วยังจะเป็นการทำร้ายผิวและทำให้รูขุมขนกว้างอีกด้วย
3.ทาครีมกันแดด
แนะนำให้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกวัน เพราะแสงแดดสามารถทำร้ายผิวได้มากกว่าที่เราคิด ทั้งทำให้ผิวคล้ำเสีย เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และยังจะทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย ยิ่งไปกว่านั้นถึงใครจะบอกว่านั่งทำงานในออฟฟิศ ไม่โดนแสงแดด แต่ยูวีจากแสงไฟก็ยังสามารถทำร้ายผิวได้เช่นกัน
4.กินอาหารบำรุงผิว
นอกจากการดูแลผิวในแต่ละวันแล้ว เพื่อให้ผิวสุขภาพดีจากภายใน ควรเน้นการกินผักผลไม้ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงผิว เช่น อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ส้ม แอปเปิล สตรอเบอร์รี่ สับปะรด ฝรั่ง มะเขือเทศ และวิตามินอีเป็นประจำ โดยลดของมัน อาหารประเภททอดที่จะไปชะลอการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้ไม่เต็มที่ และที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อที่น้ำจะได้ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารต่างๆ ไปบำรุงผิวได้อย่างเต็มที่
5.พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับอย่างเพียงพอถือเป็นการฟื้นฟูร่างกายด้วยวิธีตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยชะลอผิวจากความร่วงโรย ที่สำคัญเมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่นแจ่มใส หากเป็นไปได้ควรเข้านอนตั้งแต่ช่วง 3 ทุ่ม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมร่างกายเริ่มทำงานเมื่อระบบภายในทำงานได้ดี ก็จะส่งผลถึงภายนอกให้ใบหน้าและผิวพรรณสดใสไปด้วย
SuperFitTeam
https://www.facebook.com/HealthCoachPukkie/


สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)













